วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เห็ดหลินจือ




                เห็ดหลินจือ (อังกฤษLingzhi) เป็นยาจีน (Chinese traditional medicine) ที่ใช้กันมานานกว่า 2,000 ปี นับตั้งแต่สมัยจักรพรรดิฉินซีฮ่องเต้เป็นต้นมา เห็ดหลินจือเป็นของหายากมีคุณค่าสูงในทางสมุนไพรจีน และได้ถูกบันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณ “เสินหนงเปินเฉ่า” ซึ่งเป็นตำราเก่าแก่ที่สุดของจีนมีคนนับถือมากที่สุด ได้กล่าวไว้ว่า เห็ดหลินจือเป็น “เทพเจ้าแห่งชีวิต” (Spiritual essence) มีพลังมหัศจรรย์ บำรุงร่างกายใช้เป็นยาอายุวัฒนะในการยืดอายุออกไปให้ยืนยาว ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง และยังสามารถรักษาโรคต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวาง ชาวจีนโบราณต่างยกย่องเห็ดหลินจืออย่างเหนือชั้น ว่าดีที่สุดในหมู่สมุนไพรจีน นอกจากจะมีสรรพคุณเหนือชั้นกว่าแล้วยังปลอดภัยไม่มีพิษใด ๆ ต่อร่างกาย

        ในสมัยโบราณ กล่าวกันว่า เห็ดหลินจือทำให้กล้ามเนื้อหัวใจแข็งแรงขึ้น ให้พลังชีวิตมากขึ้น ใช้บำรุงร่างกาย เป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้มีกำลัง ทำให้ความจำดีขึ้น ทำให้ประสาทสัมผัสต่าง ๆ ชัดเจนดีขึ้น ส่งเสริมการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ทำให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสีหน้าแจ่มใส ชะลอความแก่ ส่วนสรรพคุณอื่นๆที่ได้รวบรวมไว้ได้แก่ รักษาและต้านมะเร็ง รักษาโรคตับ ความดันโลหิตสูง ขับปัสสาวะ ปรับความดันโลหิตทั้งสูงและต่ำ ภาวะมีบุตรยาก การเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ โรคภูมิแพ้ โรคประสาท ลมบ้าหมู เส้นเลือดอุดตันในสมอง อัมพาต อัมพฤกษ์ ปวดเมื่อย ปวดข้อ โรคเกาต์ โรคเอสแอลอี เส้นเลือดหัวใจตีบ ตับแข็ง ตับอักเสบ ปวดประจำเดือน ริดสีดวงทวาร อาหารเป็นพิษ แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ บำรุงสายตา และความเชื่อดังกล่าว ยังคงสืบทอดกันมาจนถึงปัจจุบัน

        เห็ดหลินจือได้ถูกบันทึกไว้ว่า มีขึ้นอยู่ตามธรรมชาติมาก กว่า 100 สายพันธุ์ และสำหรับสายพันธุ์ที่นิยมมีสรรพคุณทางยาดีที่สุดคือ กาโนเดอร์ม่า ลูซิดั่ม (Ganoderma lucidum) หรือสายพันธุ์สีแดงเห็ดหลินจือมีสารโพลีแซคคาไรด์ ซึ่งเป็นสารยับยั้งอาการต่างๆ ข้างต้น เห็ดหลินจือในแต่ละชนิดจะมีปริมาณสารโพลีแซคคาไรด์ในปริมาณที่แตกต่างกัน แต่สายพันธุ์ที่มีสารโพลีแซคคาไรด์มากที่สุด คือ เห็ดหลินจือสีแดง ซึ่งมีงานวิจัยต่างๆ พบว่ามีสารโพลีแซคคาไรด์มากที่สุดในบรรดาเห็ดหลินจือทั้งหมด ปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับ เห็ดหลินจือออกมาจำหน่ายกันเป็นจำนวนมาก การเลือกผลิตภัณฑ์ เห็ดหลินจือแดงควรศึกษาตั้งแต่วิธีการเพาะปลูก ซึ่งเป็นกระบวนการที่สำคัญ เพราะการจะได้เห็ดหลินจือที่มีคุณภาพที่ดีนั้น ตัวเห็ดหลินจือเอง จะต้องได้รับการเพาะเลี้ยงในสภาวะที่เหมาะสม ทั้งในเรื่องความชื้น แสงสว่าง และสารอาหารที่ได้รับ ส่วนขั้นตอนการแปรรูป ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่สำคัญ เพราะถือเป็นกระบวนการที่จะสกัดสารโพลีแซคคาไรด์จากตัวเห็ดเองออกมาให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้การบรรจุภัณฑ์ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ต้องให้ความสนใจไม่แพ้กัน ควรเป็นบรรจุภัณฑ์ที่สามารถกันความชื้นได้ดี เพราะว่าความชื้นจะทำให้เห็ดหลินจือขึ้นราได้ เนื่องจากเห็ดหลินจือค่อนข้างไวต่อความชื้น



การรับประทานเห็ดหลินจือ
สำหรับผู้ที่รับประทานเห็ดหลินจือใหม่ๆ นั้นอาจจะรู้สึกมึนศรีษะ ปวดเมื่อย ปวดตามข้อ ง่วงนอน ผัวหนังเกิดอาการคัน อาเจียน อาการคล้ายคนท้องเสีย หรือจะมีลักษณะตามโรคนั้นๆ ถือเป็นปฏิกิริยาสะท้อนกลับ อันเป็นเรื่อง ปกติของการบำบัด ด้วยยาสมุนไพรแผนโบราณ เนื่องจากเมื่อตัวยาได้เริ่มเข้าไปบำบัดนั้น จะเข้าไปชะล้างสิ่งที่เป็นพิษ ในร่างกายให้สลายหรือเคลื่อนย้ายขับสารพิษ ออกจากร่างกาย
จึงทำให้ร่างกายเกิดอาการผิดปกติดังกล่าว ซึ่งเป็นสัญญาณ ว่าร่างกายกำลังฟื้นตัว ไม่ใช่ผลข้างเคียง ดังเช่น สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เมื่อรับประทานหลินจือแล้วอาจจะมีการ ขับถ่ายน้ำตาล ออกมามากผิดปกติ ส่วนผู้ที่เป็นโรคเก๊าท์อาจเกิดอาการเจ็บปวดมากขึ้น โรคไต หรือผู้ป่วยที่ต้อง ล้างไต จะปวดเมื่อยตามข้อ เท้าจะบวม ร่างกายอ่อนเพลีย ซึ่งอาการเช่นนี้จะเกิดขึ้นระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 2-3 วัน หรือประมาณ 1 อาทิตย์ ก็จะกลับสู่สภาพปกติ แล้วแต่สภาพร่างกาย อันแตกต่างกัน ของแต่ละคน ไม่ต้องตกใจ ให้รับประทานหลินจือต่อไป อย่าหยุด หากมีผลทางอาการมาก ให้ลด จำนวนแคปซูลลง เมื่อมีอาการปกติ ให้รับประทานตามคำแนะนำต่อไป สำหรับผู้ป่วยที่กำลัง รับประทานยารักษาที่แพทย์สั่ง ก็สามารถรับประทานหลินจือควบคู่ไปได้


วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

พะโล้ป้องกันหวัด






พะโล้ป้องกันหวัด

                         สภาพอากาศตอนนี้อาจทำห้หลายๆคนต้องป่วยหรือไม่ก็กำลังหาวิธีการดูแลตัวเองให้รอกพ้นจากอาการป่วยกันอยุ๋ใช่ไหม  เพียงรับประทานพะโล้ หรือที่เรามักเรียนติดปากว่าไข่พะโล้นั้นเอง ไข่พะโล้ดียังไงและช่วยป้องกันไข้หวัดได้อย่างไร คือในไข่พะโล้จะมีเครื่องเทศอยุ๋ชนิดหนึ่งเรียกว่า โป๊ยกั๊ก หรือจันทร์แปดหลีบ ซึ่งนอกจากในพะโล้แล้ว ในน้ำซุปชนิดอื่นๆก็มันจะใส่เครื่องเทศชนิดนี้ด้วย เช่น น้ำซุปก๋วยเตี๋ยวแบบต๋น น้ำซุปก๋วยจ็บ โดยทีโป๊ปกั๊กจะมีกรดที่เรียกว่า ซิคิมิก อยุ่มากและกรดนี้ก็คือสารคำคัญที่ใช้ในการผลิตยาด้านไวรัสหวัด

การรับปรัทานซุปที่มีส่วนผสมของโป๊ปกั๊กจึงมีส่วนช่วยให้ร่างกายอบอุ่น มีการหมุนเวียนของเลือกลมดี ช่วนบรรเทาอาการปวดและอาการชาได้ด้วย ดังนั้นสาวคนไหนที่กำลังเป็นหวัดหรือรู้สึกว่าอยุ๋ในกลุ่มเสี่ยง ก็ครวหาพะโล้มารับประทานกันบ่อยๆ หรือใครยังไม่เป็นจะหามารับประทานกันไว้ก่อนก็ได้

วันเสาร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

เรื่องของเกลือ Salt



                เกลือ คือผลึกสีขาวมีรสเค็ม เปงสิ่งจำเป็นต่อชีวิตเรามาก ร่างกายคนเราจะขาดเหลือไม่ได้นอกจากจะเกลือมาใช้ในการปรุงรสหรือหมักอาหาร แล้วยังนำมาใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆอบ่างแพร่หลาย บนพื้นโลกมีพื้นที่ 70% เป็นทะเลเหลือ 3 % ของน้ำทะเลนั้นจะระเหยหลายเป็นเกลือมี 2 ชนิด คือเหลือสมุทรและเกลือสินเธาว์ สามารถพบได้ทั่วไปในน้ำทะเลและพื้นดิน แล้วนำมาเป็นเกลือบริสุทธิ์ปราศกจากสิ่งปนเปื้อนที่โรงงาน




เกลือสมุทรอุเอนี (โบลิเวีย)

                     เป็นผลึกเกลือที่ได้จากทะเลสาบขนาดเล็ก บนที่ราบสูง 4000 เมคร บนเทือกเนาแอนดีส ถ้าฝนไม่ตกน้ำในทะเลสาบจะรเหยกลายเป็นผลึกเกลือที่มีความเข้มข้นมากกว่าผลึกเกลือที่ได้จากน้ำทะเลถึง 8 เท่า ในประเทศไทยอตสาหกรรมการผลิตเกลือสมุทรจากน้ำทะเล ทำกันในหลายจังหวัดแถบชายทะเลของอ่าวไทย ใช้วิธีระบายน้ำทะเลโดยใช้ความร้อนจากแสงอาทิตย์ ซึ่งเมื่อน้ำทะเลแห้งจะได้ผลึกของโซเดียมคลอไรด์ สำหรับทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือการผลิตเกลือสินเธาว์ ใช้วิธีฉีดน้ำในบ่อลึก หรือในเหมืองขุดเพื่อละลายเกลือที่อยู่ใต้พื้นดิน แล้วนำมาระเหยซึ้งส่วนใหญ่จะใช้วิธีเคี่ยวให้แห้ง



ประสาทเกลือ

                    อยุ่ที่เมืองบิเอลิจิกา ประทศโปรแลนด์ สร้างในศตวรรษที่ 17 ถ้าอยุ่ในเมืองเกลือสินเธอาว์ที่อยุ่ใต้ดินลึกลงไปร้อยกว่าเมตร ทุกห้องจพทำด้วยเกลือ แกะสลักประดับตกแต่งด้วยโคมไฟ
น้ำเกลือทำให้วัตถุลอยได้
ถ้าเราหย่อนวัตถุลงไปในน้ำจะจมลงแต่ถ้าเราเติมเกลือลงไปวัตถุสามารถลอยตัวอยุ่ได้ เช่นที่ทะเลสาบเดดซี(จอร์แดน) มีความเข้มข้นของเกลือมากกว่าทะเลที่อื่นๆ ถึง 7 เท่า คนจึงลอยอยุ่ได้
ปริมาณเหลือในร่างกายของคนเรา

ร่างกายของคนเรามีเกลือละลายปนอยุ่ในเลือดและน้ำเหลืองด้วยสัดส่วนความเข้มข้นต่างๆเพื่อช่วยรักษาปริมาณน้ำในร่างกายให้เหมาะสม นอกจากนี้ในน้ำย่อยจากกระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับและตับอ่อน ก้มีเกลือปะปนอยุ๋ด้วยเพื่อช่วยในการย่อย ถ้าร่างกายขาดเกลือจะรุ้สึกอ่อนเพลีย เหนื่อยและอาจจะป่วยได้ และในทางตงกันข้ามถ้ามีเกลือมากเกินไปจะไปทำให้สมดุลในร่างกายเปลี่ยนไป ดังนั้นใน 2 วันควรจะรับประทานเกลือประมาณ 10 กรัมจึงจะเหมาะสม

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ถ่ายพยาธิได้ด้วยทุเรียน




ในเมืองไทยของเรานั้นมีผลไม้ให้ทานกันได้ทั้งปี การรับประทานผลไม้นอกจากจะได้รับวิตามินต่างๆที่เปงประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว ผลไม้บางอย่างยังเป็นสมุนไพรได้อีกด้วย

                 ทราบกันไหมว่าผลไม้ชนิดหนึ่งเมื่อรับประทานเข้าไปแล้ว จะเป็นตัวช่วยถ่ายพยาธฺให้กับร่างกายของเราได้เป็นอย่างดี ผลไม้ที่มีสรรพคุณดังกล่าวนี้นั่นก็คือ ทุเรียนเพาะในเนื้อทุเรียนจะมีสารกำมะถันประกอบอยุ๋เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะสังเกตได้จากกากเวลาที่เรารับประทานทุเรียนจะรุ้สึกมีอาการร้อนๆภายในร่างกายของเรานั้นเอง และวิธีการรับปะมานทุเรียนเพื่อการถ่ายพยาธินั้นก็ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่คุณตื่นเช้า เวลาประมาน05.00น. แล้วรับประทานทุกเรียนที่เตรียมไว้ขนาดลูกย่อมๆประมาณครึ่งลูก เมื่อรับประทานทุกเรียนหมดแล้วให้ดื่มน้ำอุ่นๆตามไปด้วยมากๆ หลังจากนั้นความร้อนในสารกัมมะถันธรรมชาติ และกากในจากทุเรียนก็จะดำเนินการออกฤทธิ์เป็นยาถ่ายพยาธิชนิดต่างๆ ในร่ายกายของเรา และด้วยวิธีนี้เป็นการช่วยชำระล้างขยะในลำไส้ที่คั่งค้างไว้ให้ออกมาได้อีกด้วย หรือาจจะเรียนว่า การดีท็อกซ์ด้วยทุเรียน



วันพฤหัสบดีที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ที่มาของการพับนก 1000 ตัว





                         การพับนกกระเรียนให้ครบ 1000 ตัวเป็นความเชื่อของชาวญี่ปุ่นมีเรื่องเล่ากันต่อมาว่า ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่2 ก่อนประเทศญี่ปุ่นจะยอมแพ้สครามสหรัฐ ได้มาทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางซากิจนราบคาบ เป็นผลทำให้ประชาชนชาวญี่ปุ่นเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แต่ในเหตุการณ์ครั้งนั้นมีเด้ยผู้หญิงที่ชื่อว่าซาดาโกะ ซาซากิ รอดชีวอตมากจากระเบิดนิวเครียร์ที่เมื่อฮิโรซิมามาได้หลังจากนั้นต่อมาเธอต้องป่วยเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวจึงต้องเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล วันหนึ่งเพื่อนของเธอมาเยี่ยมที่โรงพยาบาล ได้เล่าตำนานเรื่องนกกระเรียนให้เธอฟังว่าแต่ก่อนชาวญี่ปุ่นมีความเชื่อกันว่านกกระเรียนเป็นนกศักดิ์สิทธิ์

เป็นสัญลักษณ์แห่งความสุข ความหวัง ความโชคดี และสุขภาพอายะที่ยืนยาว หากใครพับนกกระเรียนได้ครบ 1000 ตัวสำเร็จ จะเป็นผู้โชคดีและมีอายะที่ยืนยาว เพื่อนของเธอจึงแนะนำให้ฌธอพับนกกะเรียนเพื่อจะได้หายป่วย ระห่วงที่เธอรักษาตัวอบุ่ที่โรงพยาบาลซาดาโกะก็เริ่มพับนกกระเรียนไปเรื่อยๆจนกระทั่งอาการดีขึ้นๆและสามารถกลับบ้านได้ เธอจึงมีกกำลังใจที่จะพับนกกระเรียนต่อให้ครบ แต่แล้วอาการของเธอก็กลับมาทรุดหนักและทำให้เธอชีวิตซึ่งในขณะนั้นเธอสามาระพับนกได้แล้ว 644 ตัวเพื่อนๆต่างพากันเสียใจในการจากไปของเธอ จึงช่วยกันพับนกต่อให้ครบ 1000 ตัวแล้วใส่ไปในโรงศพของซาดาโกะ




หลังจากนั้นต่อเรื่องของเธอก็ได้เล่าต่อๆกันไป พร้อมกับความเชื่อเรื่องการพับนกกระเรียน 1000ตัวก้แพร่หลายและเป็นที่รุ้จักไปทั้วจนกระทั้งปัจจุบัน


วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

จอ touch screen ใช้ง่ายแต่เชื้อโรคเพียบ




อย่านอนใจว่าไฮเทค จนลืมตรวจเช็คความสะอาดจนไม่สบาย              คุณเป็นคนหนึ่งหรือเปล่าคะที่มีอุปกรณ์ไฮเทคแบบ touch screen ติดตัวไว้เท่ห์เสมอๆ แต่รู้ไหมคะว่า การที่คุณพกของเหล่านี้แล้วไม่ดูแลให้ดี มันก็เหมือนคุณพก “ส้วม” ไปไหนมาไหนด้วยไม่มีผิด เรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยจากทิมโมธี จูเลียน นักศึกษาปริญญาเอกแห่งมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดที่กล่าวว่า จากผลการศึกษาพบว่า หน้าจอทัชสกรีนเป็นแหล่งสะสมของเชื้อโรคดีๆ นี่เอง เพราะคุณไม่มีทางรู้ว่า ก่อนที่ไปสัมผัสหน้าจอ มือและนิ้วของคุณไปสัมผัสกับสิ่งสกปรกอะไรมาบ้าง และคนโดยส่วนใหญ่ก็ไม่มีอนามัยมากพอที่จะล้างมือตลอดเวลา หรือล้างมือก่อนมาใช้จอทัชสกรีน เขายังกล่าวเสริมให้น่าตกใจอีกว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่คุณนำสิ่งสกปรกมาสัมผัสหรือสะสมไว้ที่หน้าจอ เชื้อโรคประมาณ 30% จะติดไปกับนิ้วมือคุณทันทีที่คุณแตะจอทัชสกรีน และมีความเป็นไปได้สูงมาก ที่เชื้อโรคเหล่านี้จะเข้าสู่ร่างกายทางปาก จมูก และดวงตา เพราะคุณอาจใช้นิ้วขยี้ตา จับปากหรือเกาจมูกโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ยังมีผลงานวิจัยของอังกฤษระบุว่า โทรศัพท์มือถือที่เราต้องนำมาใช้แนบแก้มแนบหูกันตลอดเวลา ก็มีสิ่งสกปรกมากกว่าที่คันกดชักโครกในห้องน้ำชายถึง 18 เท่าเลยทีเดียว โดยเฉพาะเชื้อโรคที่มีชื่อว่า E. coli และ Staphyloccocus aureus ซึ่งเป็นเชื้อโรคที่ทำให้เกิดโรคผิวหนัง สิว ฝีหนอง และถ้าได้รับเชื้อมากๆ ก็ทำให้ปอดอักเสบ หรือติดเชื้อในกระแสเลือดได้เลยทีเดียว
น่ากลัวใช่ไหมล่ะคะ แค่อุปกรณ์ไฮเทคที่ใช้กันเพลิน จนเราลืมไปว่า มันก็สามารถสะสมเชื้อโรคได้เช่นกัน แต่เขาก็มีวิธีแนะนำในการใช้ และทำความสะอาดอุปกรณ์ทัชสกรีนมาเพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อโรคด้วยค่ะ ลองไปดูกันเลย
1. ใช้นำยาทำความสะอาดหน้าจอทัชสกรีนโดยเฉพาะ ทำความสะอาดอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง หรือเมื่อเห็นว่าหน้าจอมีคราบสิ่งสกปรกติดอยู่
2. ไม่ควรใช้อุปกรณ์ทัชกรีนร่วมกับผู้อื่น เพราะอุปกรณ์อาจจะได้รับเชื้อโรคจากคนอื่น หรือแพร่เชื้อโรคให้คนอื่นได้ แต่หากจำเป็นต้องใช้ร่วมกัน ก็ควรทำความสะอาดทุกครั้งหลังจากใช้เสร็จ
3. ควรล้างมือทั้งก่อนและหลังใช้อุปกรณ์ทัชสกรีน อาจจะยุ่งยากไปหน่อย แต่ก็สามารถช่วยยับยั้งการแพร่เชื้อโรคได้ดีที่สุด
4. ระหว่างใช้อุปกรณ์ทัชสกรีน ไม่ควรใช้มือ หรือนิ้วมาสัมผัสร่างกาย ในส่วนที่เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย เช่น ตา ปาก จมูก รูหู หรือผิวหนังบริเวณที่มีบาดแผล
5. หลังจากใช้อุปกรณ์เสร็จแล้ว ควรเก็บในที่มิดชิด เช่น ใส่กระเป๋าเก็บอุปกรณ์โดยเฉพาะ ไม่ควรวางไว้ในที่โล่ง หรือที่ที่เชื้อโรคจะสามารถแพร่กระจายมาสู่อุปกรณ์ของเราได้
ไม่ใช่แต่อุปกรณ์ทัชสกรีนหรือเครื่องมือทันสมัยเท่านั้นค่ะ สิ่งของรอบตัวที่เราอาจจะต้องใช้ร่วมกับคนอื่น เราก็ต้องระวังไว้เช่นกัน เช่น ราวบันได ปุ่มกดในลิฟท์ เก้าอี้นั่งบนรถเมล์หรือรถไฟฟ้า สิ่งเหล่านี้ก็เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคที่เรามักจะไปสัมผัสโดยไม่รู้ตัวเช่นกันค่ะ และถึงแม้เราจะตามไปทำความสะอาดของพวกนี้ไม่ได้ แต่ให้รักษาความสะอาดของตัวเราเองเป็นหลักก็พอค่ะ




วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

มะเขือส้มหรือมะเขือเทศ




           มะเขือเทศ (ชื่อวิทยาศาสตร์Lycopersicon esculentum Mill.) เป็นพืชชนิดหนึ่งที่อุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหาร มะเขือเทศขนาดปานกลางจะมีปริมาณวิตามินซีครึ่งหนึ่งของส้มโอทั้งผล มะเขือเทศผลหนึ่งจะมีวิตามินเอราว 1 ใน 3 ของวิตามินเอที่ร่างกายต้องการในหนึ่งวัน นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีโปแตสเซียม ฟอสฟอรัส แมกนีเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ อีกหลายชนิด


ลักษณะ เป็นพืชล้มลุกอายุเพียง 1 ปี ลำต้นตั้งตรง มีลักษณะเป็นพุ่ม มีขนอ่อน ๆ ปกคลุม ใบเป็นใบประกอบ ออกสลับกัน ใบย่อยมีขนาดไม่เท่ากัน บางใบเล็กรียาว บางใบกลมใหญ่ ปลายใบแหลม ขอบใบเป็นหยักลึกคล้ายฟันเลื่อยมีขนอ่อน ๆ ออกดอกเป็นช่อหรือดอกเดี่ยว บริเวณซอกใบ ดอกมีสีเหลือง มีกลีบเลี้ยงสีเขียวประมาณ 5-6 กลีบ ผลเป็นผลเดี่ยว มีขนาดรูปร่างและสีต่างกัน ซึ่งมีขนาดเล็กประมาณ 3 เซนติเมตร จนถึงใหญ่ประมาณ 10 เซนติเมตร รูปร่างมีทั้งกลม กลมแบน หรือกลมรี ผิวนอกลีบเป็นมัน ผลดิบมีสีเขียว หรือเขียวอมเทา เมื่อสุกจะมีสีเหลือง สีส้ม หรือสีแดง เนื้อภายในฉ่ำด้วยน้ำมีรสเปรี้ยว เมล็ดมีเป็นจำนวนมาก มะเขือเทศมีหลายพันธุ์ เช่น พันธุ์สีดา พันธุ์โรมาเรดเพียร์ เป็นต้น
ชื่ออื่น : มะเขือ (ทั่วไป) บะเขือส้ม (ภาคเหนือ)






ประโยชน์ 
-มะเขือเทศมีสารที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ดังนั้นจึงใช้เป็นยารักษาโรคที่เกี่ยวกับปากที่เกิดจากเชื้อราได้
-มะเขือเทศมีสารแอนตี้ออกซิแดนท์ คือ ไลโคปีน ที่มีคุณสมบัติสามารถลดการเกิดมะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมลูกหมากได้ หากทานมะเขือเทศ 10 ครั้ง/สัปดาห์ จะช่วยลดอัตราการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากในเพศชายได้ถึง 45% นอกจากนี้มะเขือเทศยังมีบีตา-แคโรทีน และฟอสฟอรัสมาก ที่มะเขือเทศมีรสชาติอร่อยนั้น เพราะมีกรดอะมิโนที่ชื่อกลูตามิคสูง กรดอะมิโนนี้เองเป็นตัวเพิ่มรสชาติให้อาหาร ทั้งยังเป็นกรดอะมิโนตัวเดียวกับที่อยู่ในผงชูรสด้วย
-รักษาสิว สมานผิวหน้าให้เต่งตึง โดยใช้น้ำมะเขือเทศพอกหน้า หรืออาจจะนำมะเขือเทศสุกฝานบาง ๆ แปะบนใบหน้า จะช่วยให้ผิวหน้าอ่อนนุ่ม
ในผลมะเขือเทศมีสารจำพวก แคโรทีนอยด์ ชื่อไลโคพีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารสีแดง และวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินเค โดยเฉพาะวิตามินเอ และวิตามินซี มีในปริมาณสูง มีกลดมาลิค กรดซิตริก ซึ่งให้รสเปรี้ยว และมีกลูตามิค (Glutamic) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหาร นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารบีตา-แคโรทีน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เป็นต้น
มะเขือเทศมีสรรพคุณทางยาค่อนข้างสูง เพราะมะเขือเทศมี วิตามินพี (citrin) ซึ่งจะช่วยป้องกันการแข็งตัวของหลอดเลือด มะเขือเทศยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะจึงสามารถแก้อาการความดันโลหิตสูง มะเขือเทศมีวิตามินเอจึงสามารถรักษาโรคตาได้ ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือมีวิตามินซีมากทำให้สามารถป้องกันและรักษาโรคลักปิดลักเปิด ช่วยระบบการย่อยและช่วยการขับถ่ายอุจจาระอีกด้วย ช่วยบำรุงผิวลดริ้วรอย ผิวพรรณไม่แห้งกร้าน ระบบการหมุนเวียนเลือดดีขึ้น และยังสามารถต้านมะเร็งได้ด้วย


วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

ถนนคนเดินเชียงใหม่




                   ถนนคนเดิน (Walking Street) เป็นหนึ่งในแนวคิดการพัฒนาเมืองและการกำหนดใช้พื้นที่เมืองให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาและการใช้ประโยชน์พื้นที่ในเมือง ในหลายประเทศก็ได้กลายเป็นที่รู้จักในฐานะแหล่งรวมงานศิลปะ วรรณศิลป์ จิตรกรรม ฯลฯ ตลอดจนเป็นสถานที่ท่องเที่ยว ซึ่งนักท่องเที่ยงต่างชาติจะต้องแวะมาเยี่ยมเยือน
ถนนคนเดินในประเทศไทย เริ่มต้นขึ้นครั้งแรก ที่ถนนสีลม เป็นต้นแบบของ “โครงการถนนคนเดินในประเทศไทย” เป็นเวลา 7 สัปดาห์ จากการตอบรับถนนคนเดินที่สีลม ทำให้รัฐบาลเห็นว่ารูปแบบกิจกรรม “ถนนคนเดิน” นอกเหนือจากจะสอดคล้องกับแผนพัฒนาเมือง โดยเฉพาะเมืองใหญ่ในภูมิภาค ดังเช่น จังหวัดเชียงใหม่ ยังสามารถปรับปรุงรูปแบบกิจกรรมใน “ถนนคนเดิน” ให้สอดรับกับความต้องการท้องถิ่นได้อย่างเหมาะสมทั้งในด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยว การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ตลอดจนการส่งเสริมคุณภาพชีวิตสำหรับคนในเมืองใหญ่นั้นๆ

               จังหวัดเชียงใหม่ ในนาม “เชียงใหม่ นพบุรีศรีนครพิงค์” นครแห่งความรุ่งเรืองด้านศิลปกรรม โบราณวัตถุ ตลอดจนวัฒนธรรมล้านนาที่เปี่ยมมนต์เสน่ห์ ซึ่งเป็นความรุ่งเรืองที่ก้าวไปพร้อมๆกับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ โดยเชียงใหม่ได้กำหนดกรอบวิสัยทัศน์ และแนวทางการพัฒนาจังหวัด ซึ่งหนึ่งในแนวทางการดำเนินงานก็คือ การกำหนดให้มีการใช้ที่ดินในจังหวัดอย่างเหมาะสม เพื่อให้เชียงใหม่เป็นเมืองน่าอยู่ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีไปพร้อมๆกับการเป็นเมืองท่องเที่ยวที่เปี่ยมศักยภาพและกิจกรรม “ถนนคนเดิน” ก็คืออีกหนึ่งกิจกรรมที่จะมีการนำมาดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ โดยกำหนดให้พื้นที่ดำเนินการคือ “ถนนท่าแพ” อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งถือเป็นถนนสายเศรษฐกิจเส้นแรกของจังหวัด มีประวัติความเป็นมายาวนาน นับเป็นการปลุกวัฒนธรรมของพื้นที่ให้มีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นการ “คืนชีวิตให้ชุมชน คืนถนนให้คนเดิน” โดยปิดถนนตั้งแต่แยกอุปคุตถึงประตูท่าแพ ความยาวประมาณ 950 เมตร โดยนำขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงามของล้านนามาเป็นหัวใจในการนำเสนอ ขณะเดียวกันก็สอดแทรกการรณรงค์ในเรื่องการประหยัดพลังงาน การลดมลพิษ และส่งเสริมการท่องเที่ยวไปในกิจกรรมพื้นฐานของ “ถนนคนเดิน”



โครงการนี้ นอกจากจะดำเนินเพื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังจะเป็นการก่อประโยชน์ให้ชุมชน ทั้งในแง่ของสังคม เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต เพราะการปิดถนน จะทำให้สามารถนำพื้นที่มาสร้างเป็นลานกิจกรรมทางสังคม กลายเป็นที่สาธารณะกลางเมืองให้ชุมชน และนอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ให้มีรายได้จากการนำผลิตภัณฑ์ที่ผลิตเองได้ในครัวเรือนมาจำหน่าย ซึ่งถือเป็นการส่งเสริมภูมิปัญญาของชาวบ้านได้อีกทางหนึ่ง พร้อมทั้งให้โอกาสถนนและพื้นที่ได้ฟื้นตัวจากมลพิษ ปรับปรุงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อมของเมือง และสุขภาพจิตของประชาชน
           ระยะแรก กิจกรรมถูกกำหนดให้จัดทุกๆวันอาทิตย์ โดยเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ – วันอาทิตย์ที่ 7 เมษายน 2545 รวมทั้งสิ้น 10 ครั้ง โดยใช้ชื่อว่า “10 มหัศจรรย์ล้านนาที่ท่าแพ” ดำเนินการโดยบริษัทเจ เอส แอล หลังจากเสร็จสิ้นกิจกรรมนี้ จังหวัดเชียงใหม่ได้มอบหมายให้เทศบาลนครเชียงใหม่ เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการจัดกิจกรรมถนนคนเดินต่อเนื่องทุกสัปดาห์ โดยเริ่มตั้งแต่วันอาทิตย์ที่ 14 เมษายน 2545 เวลา 13.00 – 22.00 น. ต่อมา เทศบาลฯ จะทำการย้ายสายสาธารณูปโภคบนถนนท่าแพลงใต้ดิน จึงได้ย้ายการจัดกิจกรรมถนนคนเดินจากถนนท่าแพ ไปจัดที่ถนนราชดำเนิน ตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2547 เป็นต้นมา ระยะทางประมาณ 1.50 กิโลเมตร และจัดกิจกรรมการแสดง บริเวณลานอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ และได้เปลี่ยนเวลาเป็น 15.00 – 22.00 น. เพื่อความเหมาะสม
           ถนนคนเดิน จึงจัดได้ว่าเป็นโครงการที่ดีมากของจังหวัดเชียงใหม่ที่ทุกฝ่ายสมควรจะสนับสนุนส่งเสริมให้คงอยู่ตลอดไป ทั้งนี้ เพื่ออำนวยประโยชน์มหาศาลแก่ทั้งคนท้องถิ่น ที่สามารถใช้เป็นแหล่งจัดจำหน่ายหัตถกรรมพื้นเมือง และนักท่องเที่ยว ก็มีโอกาสซื้อสินค้าจากผู้ผลิตท้องถิ่น เป็นสิ่งที่น่าประทับใจอีกประการหนึ่งของการท่องเที่ยวที่จะนำเชียงใหม่ให้มีชื่อเสียงขจรขจายไปทั่วทุกสารทิศ และมีเสน่ห์ในการมาเยี่ยมเยือนอยู่ตลอดไป




 
          ถนนคนเดิน...สันกำแพง ทุกบ่ายวันเสาร์จนถึงประมาณสี่ทุ่ม ที่อำเภอสันกำแพง ก็มีถนนคนเดินเช่นกัน คึกคักดีทีเดียวสินค้าที่นำมาขายก็มาจากอำเภอไกล้เคียงกันคือ อ. สันกำแพง กิ่งอำเภอแม่ออน  อ.ดอยสะเก็ด และอำเภอสารภี ก็มีของหลากหลายชนิดเหมือนของในถนนคนเดินทั่วๆไป แต่ผู้ที่นำสินค้ามาขายส่วนมากจะเป็นชาวบ้านจริงๆเพราะนี่เป็นโครงการของเทศบาลที่ต้องการช่วยเหลือคนในท้องถิ่น มีของกิน ของใช้ เครื่องประดับ เสื้อผ้า ผลิตภัณท์ จากไม้ ของเก่า นาฬิกาเก่า รถจักรยานเก่า ต้นไม้ดอก ไม้ประดับ เป็นต้น
แต่สิ่งหนึ่งที่ผมประทับใจในการเดินเที่ยวครั้งนี้ที่ถนนคนเดินของสันกำแพงก็คือรถปิกอัพ สีเหลืองคันหนึ่ง และงานฝีมือของนักดนตรีพื้นเมืองคนหนึ่ง มีนามว่า   มา ยอดคำปา ผู้ที่ต้องการอนุรักษ์ดนตรีพื้นเมืองเอาไว้ โดยใช้เวลากว่าเจ็ดเดือน ในการแปลงร่างรถปิกอัพ สภาพค่อนข้างเก่าคันนี้ ให้เป็นเวทีแสดงดนตรี เคลื่อนที่ได้ โครงสร้างหลักที่ตั้งอยู่บนรถคันนี้ใช้ไม้สักอย่างดี ประกอบเข้ากับกลไก จากมันสมองของชายผู้นี้ เพื่อโยงไปยังเครื่องดนตรีพื้นบ้าน คือ ฆ้อง ที่มีขนาดแตกต่างกันออกไป และ ด้านบนสุดเป็น ฉาบ สายลวดจะโยงเข้ากับสปริง และเชื่อมต่อกับคันบังคับ ทำให้สามารถเล่นได้โดยคนๆเดียว
 
ชายคนนี้เล่าว่า บนรถคันนี้ มีเครื่องดนตรีมากกว่า ยี่สิบชิ้น และคันบังคับที่เห็นก็มีอยู่หลายคัน แต่ละคัน ใหญ่ขาดข้อมือเห็นจะได้ จากที่ผมมองดูคงจะใช้แรงมากพอสมควรกดลงไปยังคันบังคับเพื่อให้เกิดเสียงที่เครื่องดนตรีแต่ละชิ้นและผู้เล่นต้องสวมถุงมือในการเล่นนี้ด้วย ผมคิดว่า
ผมร่วมสนับสนุนความประสงค์ในการอนุรักษ์ดนตรีพื้นของชายผู้นี้ด้วยการหย่อนธนบัตรลงไปในขันที่มีพานรองซึ่งตั้งอยู่ข้างๆ รถตนตรีคันนี้ ก่อนเดินจากไป เพื่อ ชมส่วนอื่นๆของถนน คนเดินสันกำแพง

 


          ถนนคนเดิน วัวลาย ถนนสายเครื่องเงินย่านเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ที่ผู้คนเกือบทั้งถนนมีอาชีพทำเครื่องเงินสืบต่อกันมานานรุ่นแล้วรุ่นเล่า  ทุกวันเสาร์บนถนนวัวลายจะมีการปิดถนนทำเป็นถนนคนเดิน จุดเด่นของถนนคนเดินแห่งนี้อยู่ที่มีสินค้าเฉพาะกลุ่มให้เลือก นั่นคือ ผลิตภัณฑ์เครื่องเงินอันเป็นเอกลักษณ์เด่นของย่านนี้ โดยสามารถเดินเลือกซื้อเครื่องเงินสวย ๆ หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นของใช้เครื่องประดับ หรือของตกแต่งบ้านอย่างสบายอารมณ์ เพราะเป็นสินค้าพื้นเมืองจากผู้ผลิตโดยตรง นอกจากนี้ขอแนะนำให้แวะชมวัดสำคัญในย่านนี้ ได้แก่ วัดศรีสุพรรณ ซึ่งมีงานหัตถศิลป์ชุดใหญ่ที่ช่างฝีมือโบราณสร้างไว้ ประกอบด้วย เครื่องเงินและอลูมิเนียมที่แกะสลักหุ้มผนังอุโบสถทั้งหลัง ทั้งด้านนอกและด้านในวิจิตรงดงาม และวัดหมื่นสาร ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่ของเมืองเชียงใหม่ สถูปบรรรจุอัฐิครูบาศรีวิชัยก็อยู่ที่นี่ด้วยมาเที่ยวถนนคนเดินวัวลายวันเสาร์ สามารถจอดรถได้ที่หัวถนนและท้ายถนน คือ ข้างถนนด้านประตูเชียงใหม่และถนนทิพเนตร 


 


วันพฤหัสบดีที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เครือหมาน้อย







ชื่อสมุนไพร
เครือหมาน้อย
ชื่ออื่นๆ
กรุงเขมา (กลาง นครศรีธรรมราช) หมอน้อย (อุบลราชธานี)ก้นปิด (ตะวันตกเฉียงใต้) ขงเขมา พระพาย (ภาคกลาง) เปล้าเลือด (แม่ฮ่องสอน) สีฟัน (เพชรบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์
Cissampelos pareira L. var. hirsuta (Buch. ex DC.) Forman.
ชื่อพ้อง
Cissampelos poilanei Gagnep.
ชื่อวงศ์
Menispermaceae 



ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
    เป็นไม้เถาเลื้อย เนื้อไม้แข็ง มีขนนุ่มสั้นปกคลุมหนาแน่นตามเถา กิ่ง ช่อดอก และใบ ไม่มีมือเกาะ มีรากสะสมอาหารใต้ดิน ใบเป็นใบเดี่ยว มีหลายรูป เช่น รูปหัวใจ รูปกลม รูปไต หรือรูปไข่กว้าง ก้นใบปิด ออกแบบสลับ กว้าง 4.5-12 เซนติเมตร ยาว 4.5-11 เซนติเมตร ปลายใบส่วนมากมนหรือเรียวแหลม โคนใบกลมตัด หรือเป็นรูปหัวใจ ขอบใบเรียบ เนื้อบางคล้ายกระดาษ มีขนนุ่มสั้นกระจาย ทั้งหลังใบ และท้องใบ ใบเมื่อยังอ่อนจะมีขนอ่อนนุ่มปกคลุมอยู่ทั้งสองด้าน และตามขอบใบ แต่จะร่วงไปเมื่อใบแก่ เส้นใบออกจากโคนใบรูปฝ่ามือ ก้านใบยาว 2-9 เซนติเมตร ขนนุ่มสั้น หรือเกือบเกลี้ยง ติดที่โคนใบห่างจากขอบใบขึ้นมา 1-18 มิลลิเมตร ปลายใบแหลมหรือเป็นติ่งหนามดอกออกเป็นช่อกระจุกสีขาว ขนาดเล็กประมาณ 0.2-0.5 มิลลิเมตร ดอกแยกเพศ และอยู่ต่างต้นกัน เรียงแบบช่อเชิงหลั่น มีขนาดเล็ก แต่ละช่อกระจุกมีก้านช่อดอกยาว 2-4 เซนติเมตร มีขนนุ่มสั้น ออกกระจุกเดี่ยวๆหรือ 2-3 กระจุกในหนึ่งช่อ ช่อดอกเพศผู้ ออกตามง่ามใบ ก้านช่อกระจุกแตกแขนง ยืดยาว ประกอบด้วยกระจุกดอกอยู่ตามง่ามใบประดับ ใบประดับรูปกลม และขยายใหญ่ขึ้น ดอกเพศผู้ สีเขียวหรือสีเหลือง มีก้านดอกย่อยยาว 1-2 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมี 4 กลีบ รูปไข่กลับ ยาว 1.25-1.5 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนยาวห่าง กลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ยาวประมาณ 0.5 มิลลิเมตร ด้านนอกมีขนประปราย เกสรเพศผู้เชื่อมติดกัน อับเรณูยาว 0.75 มิลลิเมตร ช่อดอกเพศเมีย เป็นช่อคล้ายช่อกระจุกแยกแขนง ทรงแคบ ยาวถึง 18 เซนติเมตร ประกอบด้วยช่อดอกที่เป็นกระจุกติดแบบคล้ายเป็นช่อกระจะ แต่ละกระจุกอยู่ในง่ามของใบประดับ ใบประดับรูปกลม เมื่อขยายใหญ่ขึ้นยาวถึง 1.5 เซนติเมตร มีขนประปรายหรือขนยาวนุ่ม ดอกเพศเมีย มีก้านดอกย่อยยาว 1-1.5 มิลลิเมตร กลีบเลี้ยงมี 1 กลีบ รูปไข่กลับกว้าง ยาว 1.5 มิลลิเมตร กลีบดอกมี 1 กลีบ รูปไข่กลับกว้าง ยาว 0.75 มิลลิเมตร โคนสอบแคบไม่มีเกสรเพศผู้ปลอม เกสรเพศเมียมี 1 อัน ขนาดประมาณ 0.5 มิลลิเมตร มีขนยาวห่าง ก้านเกสรเพศเมียเกลี้ยง ยอดเกสรเพศเมียแยกเป็น 3 พู กางออก ผลสด มีก้านอวบใหญ่ ขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร สีส้ม ผลทรงกลมรีอยู่ตรงปลาย เมื่อสุกสีน้ำตาลแดง เมล็ดโค้งงอรูปพระจันทร์ครึ่งซีก ผิวขรุขระ มีรอยแผลเป็นของก้านเกสรเพศเมียติดอยู่ด้านข้าง มีขนสั้นนุ่ม ผนังผลชั้นในรูปไข่กลับ ยาว 5 มิลลิเมตร ด้านบนมีสันขวาง 9-11 สัน เรียงเป็น 2 แถว ชัดเจน ขยายพันธุ์โดยการใช้เมล็ดหรือเหง้า พบในป่าดิบ ป่าผลัดใบ และป่าไผ่ ตามริมแม่น้ำลำธาร ออกดอกช่วงเดือนมีนาคมถึงธันวาคม เถาและใบคั้นเอาน้ำเมื่อผสมกับเครื่องปรุงอาหาร จะมีลักษณะเป็นวุ้น รับประทานเป็นอาหาร




สรรพคุณ    
ส่วนเหนือดิน เป็นยาแก้ร้อนใน แก้โรคตับ ราก มีกลิ่นหอม รสสุขุม ใช้แก้ไข้ แก้ดีรั่ว ดีล้น ดีซ่าน เป็นยาขับปัสสาวะ ยาถ่าย แก้ไข้มาลาเรีย ใช้เป็นยาเจริญอาหาร ยาอายุวัฒนะ ยาช่วยย่อย แก้ท้องร่วง บวมน้ำ แก้ไอ ขัดเบา กระเพาะปัสสาวะอักเสบ และใช้ในรายถูกงูกัด เป็นยาลดไข้ แก้ปวดท้อง โรคหนองใน ราก รสหอมเย็นสุขุม แก้ไข้ แก้ดีรั่ว ดีซ่าน เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงอวัยวะเพศให้แข็งแรง แก้ลม โลหิต กำเดา แก้โรคตา ขับปัสสาวะ แก้บวมน้ำ ใช้เคี้ยว แก้ปวดท้อง และโรคบิด ระบายนิ่ว แก้กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไอเจ็บหน้าอก เป็นยาขับเหงื่อ ยาขับระดู ยาบำรุง ยาสงบประสาท ยาขับน้ำเหลืองเสีย ยาสมาน รากและใบ พอกเป็นยาเฉพาะที่ แก้โรคผิวหนัง หิด ลำต้นดับพิษไข้ทุกชนิด บำรุงโลหิตสตรี เป็นยาพอกแก้ตาอักเสบ เนื้อไม้ แก้โรคปอด และโรคโลหิตจาง ใบ แก้ร้อนใน พอกแผล ฝี แก้แผลมะเร็ง แก้หืด ใช้ทาภายนอกแก้หิด

องค์ประกอบทางเคมี    
ราก พบแอลคาลอยด์ปริมาณสูง เช่น hyatine, hyatinine, sepurine, beburine, cissampeline, pelosine นอกจากนี้ยังพบ quercitol, sterol  แอลคาลอยด์ hyatine มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อและลดความดันโลหิต (ฤทธิ์เทียบเท่ากับ d-tubercurarine ที่ได้จากยางน่อง)  cissampeline แสดงฤทธิ์เป็นพิษต่อเซลล์ ใบมีสารพวกเพคติน เมื่อขยำใบกับน้ำ เมื่อทิ้งไว้จะแข็งตัวเป็นวุ้น





วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ภาวะท้องผูกกับมะขามแขก




          ภาวะท้องผูก ซึ่งจัดเป็นอาการที่เกิดกับระบบทางเดินอาหาร เกิดได้กับคนทุกเพศ ทุกวัย สำหรับรายที่มีอาการท้องผูกเล็กน้อย คงไม่จำเป็นต้องพึ่งพายาในการรักษาแต่อย่างใด แต่หากมีอาการท้องผูกมากขึ้น และเป็นประจำ การใช้ยา ก็เป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยรักษาอาการดังกล่าวได้ อย่างไรก็ตาม  ท้องผูกจัดเป็นอาการ มิใช่เป็นชื่อของโรค การจะทราบว่าใครมีภาวะท้องผูกบ้าง อาจดูได้จากอาการต่อไปนี้ คือ ต้องเบ่งอุจจาระมากกว่าร้อยละ 25 ของการขับถ่ายทั้งหมดหรือการมีภาวะอุจจาระแข็ง ถ่ายอุจจาระไม่หมด รู้สึกตุงบริเวณทวารหนัก หรือต้องใช้นิ้วล้วงทวารหนักเพื่อช่วยการขับถ่ายและสุดท้าย คือ จำนวนการถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ หากเกิดอาการข้างต้นมากกว่า 2 อาการ ถือว่ามีภาวะท้องผูก


สาเหตุการเกิดอาการท้องผูก อาจเกิดได้จาก 
มีความผิดปกติทางกายภาพ ซึ่งอาจเกิดจากความผิดปกติทางสรีระหรือโรคของสำไส้ รูทวาร ไขสันหลัง ความผิดปกติของเส้นประสาทที่ควบคุมการถ่าย การอุดตันของสำไส้ มะเร็งลำไส้ หรือพบร่วมกับโรคของระบบอื่น เช่น ภาวะการมีฮอร์โมนไทรอยด์ต่ำ และการใช้ยาบางชนิด เช่น ยากล่อมประสาท ยาคลายความกังวล ยารักษาโรคจิต และอาการซึมเศร้า เป็นต้น ท้องผูกโดยไม่มีความผิดปกติทางกายภาพ เป็นอาการท้องผูกที่พบในคนที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคสาเหตุอาจเกิดได้จาก อุปนิสัยการขับถ่าย ความเป็นอยู่ หรือจากสิ่งแวดล้อม อารมณ์และจิตใจก็ได้ เช่น การรับประทานอาหารที่มีกากน้อย ดื่มน้ำน้อย การขาดการออกกำลังกาย เป็นต้น หรือแม้แต่การกลั้นอุจจาระเนื่องจากความรีบร้อนในการทำงาน ทำให้ละเลยต่อการปวดถ่าย 





  การรักษาอาการท้องผูก    

การรักษาโดยไม่ใช้ยา กรณีภาวะที่มีอาการท้องผูกไม่รุนแรง อาการหายไปโดยไม่ต้องใช้ยาได้ ซึ่งมีข้อแนะนำดังนี้ 
1. ควรรับประทานอาหารที่มีกาก เช่น ผักต่าง ๆ และ ดื่มน้ำมาก ๆ 
2.พยายามปรับสภาพชีวิตประจำวันให้มีการออกกำลังกายให้มากขึ้น เช่นลดการใช้ลิฟท์หรือบันไดเลื่อนแล้วใช้การเดินแทน หรือการเดินแทนการขึ้นรถในระยะทางใกล้ๆ 
3.บริหารร่างกายส่วนที่ให้ผลโดยตรงต่อกล้ามเนื้อหน้าท้อง เพราะจะช่วยให้ขับถ่ายได้เป็นปกติและเป็นเวลา เช่น การให้นอนราบ เอามือวางบนอก เกร็งกล้ามเนื้อให้พยุงตัวขึ้นนั่ง โดยพยายามอย่างอเข่า หรือยกเท้า ทำซ้ำเช่นนี้หลาย ๆ ครั้ง หรือ ให้นอนราบ เอามือวางบนอก เกร็งกล้ามเนื้อท้องให้สามารถยกขาขึ้น เหนือพื้นโดยเหยียดขาให้ตรง ทำซ้ำเช่นนี้หลาย ๆ ครั้ง 

 การรักษาโดยการใช้ยา 

        เมื่อเกิดภาวะท้องผูกและมีความจำเป็นต้องใช้ยาในการรักษา ควรใช้เป็นการชั่วคราวเท่านั้น ไม่ควร ใช้ ติดต่อกันเกิน 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะยากลุ่มที่กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทั้งนี้ เพื่อหลีกเลี่ยงการติดยา และการเกิดกลุ่มอาการท้องผูกสลับท้องเสีย (Irritable Bowel Syndrome) ซึ่งจะทำให้การทำงานของลำไส้ใหญ่ ลดลงมากกว่าปกติ เยื่อเมือกบุผนังลำไส้เหี่ยวผิดปกติ กล้ามเนื้อใต้เยื่อบุผิวลำไส้หนามากขึ้น ปมประสาทเสื่อม และเกิดการสูญเสียโปรตีนทางลำไส้ได้ 

        ยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ (Stimulants) มีอยู่หลายกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มไดฟีนีลมีเทน (Diphenylmethanes), น้ำมันละหุ่ง (Castor Oil), กลุ่มแอนตี้โคลีนเอสเทอเรส (Anticholinesterases), ยาเหน็บกลีเซอรีน (Glycerin), กลุ่มแอนทราซีนไกลโคไซด์ (Anthracene Glycosides) (อ้างอิงที่ 1) หนึ่งในยากระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ที่รู้จักกันดี คือมะขามแขกซึ่งเป็นยาในกลุ่ม แอนทราซีนไกลโคไซด์ (Anthracene Glycosides)






        มะขามแขก มีชื่อสามัญภาษาอังกฤษคือ Senna มีชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Senna alexandrina P. Miller หรือCassia angustifolia มีประวัติการนำมาใช้เป็นยาระบายมานานเกือบ 100 ปี ในใบและฝักมะขามแขก มีสารที่ชื่อ แอนทราควิโนน ซึ่งมีฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ใหญ่ ทำให้ถ่ายท้องได้ มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เป็นจำนวนมากรองรับ 

สรรพคุณของมะขามแขก 

        1. ด้านสารสำคัญในการออกฤทธิ์เป็นยาถ่าย 
        มีการศึกษาพบฤทธิ์เป็นยาถ่าย สารที่ออกฤทธิ์ คือ sennoside A และ B, aloe emodin, dianthrone glycoside ซึ่งเป็น anthraquinone glycoside สาร anthraquinone glycoside จะยังไม่มีฤทธิ์เพิ่มการขับถ่ายเมื่อผ่านลำไส้เล็ก เมื่อผ่านเข้าไปในลำไส้ใหญ่ Sennoside A จึงถูก hydrolyze ได้ sennoside A-8-monoglucoside และถูก hydrolyzed โดย bata-glycosidase จากแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ และอุจจาระได้แก่ Bacillus, E. Coli ได้ sennidin A ส่วน sennoside B ก็จะถูกเปลี่ยนแปลงด้วยกระบวนการเช่นเดียวกันได้ sennidin B ทั้ง sennidin A & B จะเปลี่ยนกลับไปกลับมาได้ และถูกเปลี่ยนต่อไปเป็น rheinanthrone ซึ่งออกฤทธิ์ต่อลำไส้ส่วน colon โดยตรง สารสำคัญนี้จะกระตุ้นกลุ่มเซลล์ประสาทซึ่งอยู่ใต้ชั้น Submucosa ทำให้เกิดการบีบตัวของลำไส้ 

        2. ฤทธิ์ในการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ 
         มีผู้พบฤทธิ์กระตุ้นลำไส้ใหญ่ และมีการศึกษาในอาสาสมัคร 12 คน โดยให้ดื่มชาชงมะขามแขก เปรียบเทียบกับการรับประทานยา erythromycin จากนั้นทำการถ่ายภาพลำไส้ใหญ่ด้วยวิธี Magnetic Resonance Imaging (MRI) ก่อนและหลังได้รับชาชงหรือยา พบว่ากลุ่มที่ได้รับชาชงมะขามแขกจะทำให้ลำไส้ใหญ่ส่วน colon มีการเคลื่อนไหวมากกว่ากลุ่มที่ได้รับ erythromycin อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 

        3. การทดลองทางคลินิกสำหรับใช้รักษาอาการท้องผูก 
        มีการศึกษาในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก หรือมะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ที่มีอาการท้องผูกจำนวน 92 คน อายุระหว่าง 43-82 ปี โดยให้ผู้ป่วย 61 คน รับประทานยาแคลเซียมเซนโนไซด์ ซึ่งเป็นแคลเซียมฟอร์มของเซนโนไซด์จากใบมะขามแขกที่ใช้เป็นยาระบาย ขนาดเม็ดละ 15 มก. 2 เม็ด ก่อนนอนทุกคืน หลังผ่าตัดในวันที่ 1 และให้รับประทานติดต่อกันจนถึงวันที่ 7 หลังการผ่าตัด และคนไข้อีก 31 คน เป็นกลุ่มควบคุม ไม่ได้รับยาระบายใดๆ พบว่าผู้ป่วยที่รับประทานยาแคลเซียมเซนโนไซด์ ถ่ายอุจจาระคล่องตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 4 หลังรับประทานยา คิดเป็นร้อยละ 90 การถ่ายอุจจาระเฉลี่ยวันละ 1.23 ครั้ง/คน ส่วนกลุ่มควบคุมมีเพียงร้อยละ 19 เท่านั้น ที่ถ่ายอุจจาระคล่อง สัดส่วนของการถ่ายอุจจาระคล่องในผู้ป่วยที่รับประทานยาแคลเซียมเซนโนไซด์มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้รับยาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ

          นอกจากนี้ยังมีการศึกษาในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก จำนวน 81 ราย อายุระหว่าง 52-86 ปี โดยแบ่งผู้ป่วยออกเป็น 3 กลุ่ม คือกลุ่มควบคุม ซึ่งไม่ได้รับยา กลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มที่ได้รับยาเม็ดมะขามแขก 2 เม็ด ก่อนนอนทุกคืน หลังผ่าตัดในวันที่ 1 ติดต่อกันนาน 14 วัน กลุ่มที่ 3 เป็นกลุ่มที่ได้รับยาระบาย Milk of Magnesia (MOM) 30 มล. ก่อนนอน นาน 14 วัน จากนั้นทำการบันทึกลักษณะอุจจาระ และจำนวนครั้งของการถ่ายอุจจาระ พบว่าสัดส่วนของผู้ที่มีอาการท้องผูกและท้องเสียมีความแตกต่างกันระหว่าง 3 กลุ่ม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ กลุ่มควบคุมถ่ายอุจจาระไปทางแข็งที่ไม่พึงประสงค์มากกว่าอื่น ส่วนกลุ่ม MOM ถ่ายไปในทางเหลวและน้ำมากกว่ากลุ่มอื่น จากการศึกษาในครั้งนี้สรุปได้ว่าการใช้ยาเม็ดมะขามแขกในผู้ป่วยหลังผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก จะช่วยให้การถ่ายอุจจาระในลักษณะที่พึงประสงค์ (ปกติและเหลว) ได้ดีกว่าการใช้ยา MOM 

         มีการทดลองทางคลีนิคเพิ่มเติมโดยให้มารดาที่อยู่ในช่วงให้นมบุตรกินมะขามแขก พบว่าใช้ได้ผลดี และไม่มีผลกระทบไปถึงทารก