วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ไวน์แดง ดีต่อสุขภาพ




        ไวน์แดง มีรสชาติที่กลมกล่อม แต่ต้องเป็นชนิดที่ไม่มีแอลกอฮอลนะ ถึงจะมีสรรพคุณช่วยป้องกันเชื้อแบคทีเรียไม่ให้เกาะผิวเคลือบฟัน ส่งผลให้ไม่มีแมงมากินฝันเรา ฟันไม่ผุ ใครที่กลัวฟันผุก็จิบไวน์แดงวันละหน่อย พอเป็นพิธี ซึ่งปัจจุบันไวน์แดงก็รู้ๆกันอยู่ว่ามีประโยขน์ต่อร่างกายและขึ้นชื่อมากว่าดีต่อหัวใจ ช่วยสลายไขมันที่อยู่ในหลอดเลือด ส่งผลให้ไขมันไม่อุดตันในเส้นเลือด ไวน์นอกจากจะเป็นเครื่องดื่มที่มีรสชาติดีแล้ว การดื่มไวน์ยังช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันได้อีกด้วย และไวน์มีส่วนช่วยป้องกันเกล็ดเลือดแข็งตัว และป้องกันระบบประสาท ทำให้อายุยืนขึ้นอีกหลายปี และนักวิจัยรายงานผลจากการวิจัยใน หนูทดลองเพศผู้ที่ให้กินสารประกอบที่พบในไวน์แดง ซึ่งเรียกว่า “เรสเวราทรอล” ช่วยให้หนูทดลองมีความเสี่ยงลดลงที่จะเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากได้ถึงร้อยละ 87 นอกจากนี้ พบว่าหนูที่กินเรสเวราทรอลแต่ยังคงเป็นมะเร็ง จะมีความรุนแรงของมะเร็งลดลง และมีหนูทดลองถึงร้อยละ 48 ที่พบว่าเซลล์มะเร็งหยุดการเติบโต หรือเติบโตช้าลงเมื่อเปรียบเทียบกับหนูที่ไม่ได้รับเรสเวราทรอล 

ผลการศึกษาครั้งนี้ช่วยเสริมหลักฐานว่า การได้รับเรสเวราทรอลจากไวน์แดงมีฤทธิ์ในเชิงป้องกันทางเคมี นอกเหนือจากมีประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจ ก่อนหน้านี้เมื่อปีที่แล้วมีผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยเดียวกันนี้ยังแสดงให้เห็นว่า เรสเวราทรอลไม่ได้มีประโยชน์เฉพาะผู้ชายเท่านั้น แต่ในผู้หญิงที่ได้รับสารนี้ก็จะช่วยลดความเสี่ยงเป็นมะเร็งเต้านมอย่างมีนัยสำคัญ 
ขณะนี้นักวิจัยกำลังศึกษาว่ามนุษย์ต้องการสารเรสเวราทรอล ในปริมาณมากน้อยเพียงใดถึงจะเพียงพอต่อการป้องกันมะเร็ง ในการวิจัยครั้งนี้หนูทดลองได้รับไวน์ในปริมาณเทียบเท่ากับคนดื่มไวน์วันละ 1 ขวด โดยแพทย์แนะนำว่าสำหรับผู้ชายควรดื่มไวน์แดงโดยเฉลี่ยวันละ 2 แก้ว ส่วนผู้หญิงวันละ 1 แก้ว แต่ถ้าต้องการเสริมก็สามารถหารับประทานได้จากผลไม้ เช่น องุ่น ราสเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ หรือถั่วเปลือกแข็ง 



ถึงจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ขึ้นชื่อว่าของมึนเมา หากดื่มไปในปริมาณมากจนเกิดอาการมึนเมา ขาดสติ ก็เป็นอันตรายได้เช่นกัน ทางที่ดีควรดื่มให้พอดี นั้นแหละถึงเรียกว่ากินให้บำรุงร่างกาย

วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

แมวกวัก นางกวัก ความเหมือนที่แตกต่าง


         เชื่อว่าสิ่งหนึ่งที่ทุกคนมักจะพบเห็นอยู่เสมอเวลาที่เข้าไปในร้านค้าต่างๆ ทั้งร้านขายของชำ, ร้านขายอาหาร, ร้านเสริมสวย ฯลฯ ก็คือ นางกวัก หรือแมวกวัก ที่ถูกตั้งไว้อยู่หน้าร้านเพื่อเรียกลูกค้าเข้าร้าน 


        นางกวัก :: มีชื่อว่า “สุภาวดี” เป็นบุตรของสุจิตพราหมณ์ และสุมณฑา เกิดที่เมืองมัจฉิกาสัณฑ์ ครอบครัวประกอบอาชีพค้าขาย ซึ่งในเวลาต่อมาได้มีการขยายกิจการด้วยการนำสินค้าไปขายในต่างถิ่น ซึ่งบางครั้งสุภาวดีก็ขอติดตามไปด้วย เพื่อเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ นางได้มีโอกาสฟังธรรมเทศนาจาก “พระมหากัสสปเถระเจ้า” อย่างตั้งใจ ซึ่งท่านได้ประสิทธ์ประสาทพรให้นางและครอบครัวทุกครั้งที่มาฟังธรรมเทศนาจากท่าน
            ต่อมาสุภาวดีได้มีโอกาสไปฟังธรรมจากพระอริยสงฆ์อีกท่านหนึ่ง นามว่า “พระสีวลีเถระเจ้า” ซึ่งนางฟังอย่างตั้งใจ และเข้าใจแตกฉานในเรื่องหลักธรรมต่างๆ โดยพระอริยสงฆ์รูปนี้ ท่านอยู่ในครรภ์มารดานานถึง 7 ปี 7 เดือน จึงคลอดออกมา พร้อมด้วยวาสนา บารมี ที่ติดกับวิญญาณธาตุของท่าน ซึ่งทุกครั้งที่สุภาวดีมาฟังธรรม ท่านก็ได้ประสิทธิ์ประสาทพรให้นางและครอบครัวเช่นเดียวกัน เพราะการได้รับประสาทพรจากพระอรหันต์ถึง 2 องค์ ทำให้บิดาของนางทำการค้าได้กำไรไม่เคยขาดทุนเลย และกลายเป็นมหาเศรษฐีมีเงินทองและกองเกวียนสินค้ามากมาย โดยพรที่นางได้รับ คือ“ขอให้เจริญรุ่งเรืองไพบูลย์ด้วยทรัพย์สินเงินทองจากการค้าขายสินค้าต่างๆ สมความปรารถนาเถิด" หลังจากที่สุภาวดีเสียชีวิตลง ชาวบ้านได้ปั้นรูปนางไว้บูชา เพื่อขอให้การค้าเจริญรุ่งเรือง


        แมวกวัก :: แมวกวัก หรือ มะเนะคิเนะโกะ (招き猫) ชื่อเรียกในภาษาญี่ปุ่น คำว่า “มะเนะคิ” (招き) แปลว่า เชื้อเชิญ ส่วน “เนะโกะ” (猫) แปลว่า แมว เป็นรูปปั้นแมวที่ชาวญี่ปุ่นเชื่อว่าจะนำโชคลาภ และเรียกลูกค้าให้เข้าร้าน
       โดยมีเรื่องเล่ากันว่าในยุคเอโดะ มีหญิงชราคนหนึ่งรักแมวมากและได้เลี้ยงแมวไว้ตัวหนึ่ง แต่เพราะความยากจนทำให้นางต้องนำแมวไปปล่อย นางร้องไห้เสียใจทั้งคืนและเผลอหลับไปกระทั่งฝันว่ามีแมวมาบอกให้ปั้นรูปแมวจากดินเหนียวแล้วนางจะโชคดี หลังจากตื่นขึ้นมาในตอนเช้าหญิงชราก็รีบทำตามที่แมวบอก ซึ่งก็มีคนแปลกหน้าที่เดินผ่านหน้าบ้านเข้ามาขอซื้อตุ๊กตาแมวตัวดังกล่าวที่นางปั้น จากนั้นนางก็ได้ปั้นตุ๊กตาแมวออกมาและมีคนมาซื้อเรื่อยๆ ทำให้นางมีเงินมากขึ้นจนสามารถนำแมวกลับมาเลี้ยงได้อีกครั้ง
           สีและท่าทางของแมวกวัก
      • แมวกวักมือซ้าย :: เชื่อว่าจะช่วยเรียกลูกค้าเข้าร้าน
      • แมวกวักมือขวา :: เชื่อว่าจะช่วยเรียกโชคดีเข้าบ้าน
      • แมวสีขาวกวักทั้งซ้ายและขวา :: เชื่อว่าจะช่วยเรียกโชคชะตาดีๆ เข้ามาในชีวิต
      • แมวสีดำกวักทั้งซ้ายและขวา :: เชื่อว่าจะช่วยป้องกันคุ้มครอง
      • แมวสีทองกวักทั้งซ้ายและขวา :: เชื่อว่าจะช่วยให้รวยเป็นหมื่น เป็นแสน
      • แมวกวักสีชมพู :: เชื่อว่าจะช่วยให้ได้ความรัก และคู่ครองที่ดี


นอกจากจะใช้ “นางกวัก” และ “แมวกวัก” เป็นตัวช่วยแล้ว
ร้านค้าต่างๆ ควรถือคติที่ว่า...
บริการด้วยใจ ซื่อสัตย์ และซื่อตรงต่อลูกค้า




วันศุกร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"กะหล่ำปลี" รักษากระเพาะท่อน้ำดีอักเสบ




ชาวโรมัน สมัยโบราณยกย่อง “กะหล่ำปลี” เป็นยารักษามะเร็ง เนื่องจากมีสารต้านมะเร็งหลายตัว กิน “กะหล่ำปลี” มากกว่า 1 ครั้งในหนึ่ง สัปดาห์สามารถลดโอกาสเป็นมะเร็งลำไส้ในผู้ชายถึงร้อยละ 66 กิน “กะหล่ำปลี” ปรุงเป็นอาหารวันละ 2 ช้อนโต๊ะ ป้องกันมะเร็งในช่องท้อง กิน “กะหล่ำปลี” สดดีกว่าปรุงให้สุก แต่ควรล้างด้วยน้ำเกลือหรือใช้สารส้มผสมน้ำล้างเอาสารเคมีที่ตกค้างก่อนเพื่อความมั่นใจ

ในงานวิจัย พบว่าสารอาหาร “กลูตามีน” ใน “กะหล่ำปลี” จะช่วยกระตุ้นให้กระเพาะและลำไส้สร้างเยื่อบุผนังกระเพาะได้เร็วขึ้น จึงทำให้แผลในกระเพาะและลำไส้หายเร็ว การทดลองในอเมริกาให้คนไข้กินน้ำคั้น “กะหล่ำปลี” สด วันละ 2 แก้ว รักษาโรคกระเพาะได้ ส่วนที่รัสเซียใช้น้ำคั้นสดของ “กะหล่ำปลี” ไปตากแห้งแล้วเอาผงที่ได้ ใช้ รักษาโรคกระเพาะและท่อน้ำดีอักเสบเห็นผลอย่างชัดเจน

กะหล่ำปลี หรือ BRASSICA OLERACEA CV.GR. HEADED CABBAGE อยู่ในวงศ์ BRASSICACEAE มีถิ่นกำเนิดในทวีปยุโรป ชาวกรีกเป็นชนชาติแรกที่ปลูก “กะหล่ำปลี” ต่อมาได้กระจายปลูกไปทั่วโลกและเป็นผักที่นิยมรับประทานทั่วโลกด้วย เนื่องจาก “กะหล่ำปลี” มีวิตามินซีมาก แต่ถ้าถูกความร้อนหรือถูกอากาศ สารดีๆจะหายไปได้อย่างไรก็ตาม “กะหล่ำปลี” สด มีสาร GOITROGEN อยู่ด้วยแต่ไม่มากนัก สารที่ว่าถ้ามีมากจะขัดขวางการทำงานของ “ต่อมไทรอยด์” ทำให้นำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อย ร่างกายจะขาดไอโอดีน แต่ถ้าทำให้สุกแล้ว GOITROGEN จะหายไปจาก “กะหล่ำปลี” ดังนั้น จึงรู้แล้วว่า “กะหล่ำปลี” มีประโยชน์ต่อสุขภาพและร่างกาย




วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สุขภาพดีได้ด้วยชาผลไม้หอมอร่อย





มาบอกเคล็ดลับสุขภาพดีและช่วยผ่อนคลายให้ทุกคนได้นำไปใช้กัน กับการกิน “4 ชา + 2 ผลไม้” ที่ขอบอกว่ามันดีมากๆ

จิบชากุหลาบเบาๆ >> กุหลาบนอกจากจะเป็นดอกไม้ที่มีความหมายแสดงถึงความรักแล้ว มันยังสามารถช่วยเรื่องสุขภาพของเราได้ดีมาก เพราะการจิบชากุหลาบจะช่วยทำให้ใบหน้าที่หล่อ – สวยของน้องๆ ชาว Dek-D.com สดใส ช่วยให้ระบบทางเดินอาหารแข็งแรงพร้อมที่จะรองรับอาหารต่างๆ ที่กินเข้าไป ล้างพิษในทางเดินปัสสาวะ และยังช่วยให้หายซึมเศร้าได้ด้วย


จิบชาลาเวนเดอร์เบาๆ >> ใครที่มีปัญหาเรื่องนอนไม่หลับ จะไม่มีปัญหานี้อีกต่อไปแค่จิบชาลาเวนเดอร์เท่านั้น เพราะมันจะช่วยให้หลับสบาย ลดความเครียด เมื่อยล้า และเหมาะสำหรับคนที่ชอบมีอาการปวดหัวและเป็นไมเกรนบ่อยๆ ลดอาการท้องอืด พร้อมช่วยแก้หอบหืดได้ดีมาก



กินทับทิมเบาๆ >> ผลไม้ที่ชื่อเพราะ และมีเม็ดให้กินเยอะแบบนี้ น้องๆ ชาว Dek-D.com รู้กันรึเปล่าว่ามันมีสารต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าไวน์แดงและชาเขียวถึงสามเท่าตัว ป้องกันมะเร็ง ช่วยลดความดัน ลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด




กินชาแอปเปิ้ลเบาๆ >> แอปเปิ้ลถือว่าเป็นตัวเลือกแรกๆ ที่คนกำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนักจะเลือกกิน เพราะมีไฟเบอร์สูง ช่วยในการย่อยอาหาร และขับถ่าย ซึ่งชาแอปเปิ้ลก็มีข้อดีไม่น้อยไปกว่ากัน เพราะมีวิตามินบี อี และซี มีสารต้านอนุมูลอิสระ ลดโคเลสเตอรอล และช่วยลดความเสี่ยงการเป็นโรคมะเร็งลำไส้และปอด


กินเมลอนเบาๆ >> เมลอนถือว่าเป็นผลไม้ที่มีรสชาติหอม หวาน ยิ่งกินยิ่งอร่อย รู้กันรึเปล่าจ๊ะว่าผลไม้ชนิดนี้มีสารต้านอนุมูลอิสระและวิตามินสูงมาก และยังมีเอนไซม์ซุปเปอร์ออกไซด์ ดิสมิวเทส ที่สามารถช่วยลดความเหนื่อยล้า และความเครียดได้ดีมาก

           กินชาดอกคาโมมายล์ >> เป็นชาที่มีดอกเป็นสีขาว เกสรสีเหลือง มีกลิ่นหอมทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดอาการปวดประจำเดือนลดน้ำตาลในเลือด ถ้าจิบชาดอกคาโมมายล์ในเวลาที่รู้สึกเจ็บคอมันจะช่วยต้านแบทีเรียและไวรัสได้












วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

"ขนมไหว้พระจันทร์" สัญลักษณ์ของความสามัคคี






       ถ้าหากจะพูดถึงเทศกาลไหว้พระจันทร์ซึ่งเป็นเทศกาลของชาวจีนซึ่งโดยปกติจะเกิดขึ้นในวันเพ็ญเดือน 8 (เดือนกันยายน หรือตุลาคม) เทศกาลนี้จัดขึ้นกลางฤดูใบไม้ร่วง จุดประสงค์ของการจัดเทศกาลนี้คือ เพื่อระลึกถึงเทพธิดาแห่งพระจันทร์ ซึ่งเชื่อกันว่าถือกำเนิดขึ้นในวันนี้  และในเทศกาลดังกล่าวนี้ "ขนมไหว้พระจันทร์" ถือว่าเป็นเหมือนสัญลักษณ์ของเทศกาลนี้

 สำหรับใน "วันไหว้พระจันทร์" นอกจากเป็นวันไหว้บูชาดวงจันทร์ของชาวจีนแล้ว ยังเปรียบเสมือนวันแห่งความสามัคคีกลมเกลียวของชาวจีนอีกด้วย เนื่องจากเป็นวันที่ระลึกถึง การที่ชาวจีนร่วมมือร่วมใจกัน จนสามารถปลดแอกตนเองออกจากพวกมองโกลได้


     โดยข้อเท็จจริงดังกล่าวนั้นไม่ได้รับการระบุไว้ชัดเจน แต่เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ที่ถูกเล่าสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษว่า ในราวๆ ปี พ.ศ. 1911 ในช่วงมองโกลยึดครองจีน ชาวจีนบางพวกได้ร่วมมือกันต่อต้าน และมีความคิดที่จะเรียกชุมนุมพวกเดียวกันให้ได้เยอะ ๆ โดยไม่ให้ใครจับได้ พวกเขาจึงวางอุบาย ทำของไหว้ชนิดหนึ่งขึ้นมา คือ ขนมเค้กที่มีลักษณะเป็นก้อนกลมใหญ่ ใส่ไส้หนา ๆ แต่มีจุดประสงค์ที่แท้จริงเพื่อไว้ซุกซ่อนข้อความลับของเหล่าผู้ต่อต้าน เนื้อความบอกให้ประชาชนเข้ามาร่วมชุมนุมในวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 แล้วนำไปแจกจ่าย พวกทหารมองโกลก็ไม่ทันระวัง คิดว่าเป็นประเพณีโดยปกติของชาวจีน ด้วยเหตุนี้ชาวจีนจึงสามารถรวบรวมพรรคพวกจนปราบทหารมองโกลลงได้ ซึ่งขนมนั้นก็คือ "ขนมไหว้พระจันทร์" ที่สืบทอดต่อๆ กันมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง และนอกจากข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์เหล่านี้แล้ว ก็ยังมีนิทานและตำนานอีกหลายเรื่อง หนึ่งในจำนวนนี้ก็คือเรื่องเกี่ยวกับนางเซียงง้อ (บางเรื่องเล่าก็เรียกว่า ฉางเอ๋อ) ซึ่งเป็นหญิงที่มีความงดงามมาก นางเป็นภรรยาของขุนนางจีนท่านหนึ่ง หลังจากที่นางทานยาวิเศษเข้าไป นางก็เหาะขึ้นไปอยู่บนพระจันทร์ภายหลังนางกลายเป็นอมตะหลังจากที่ได้ดื่มน้ำอมฤตของเทพธิดาองค์หนึ่งบนสวรรค์ กล่าวกันว่านางจันทรเทพธิดาเสี้ยงหงอมีน้ำใจเมตตาเอื้ออารีมาก พอถึงฤดูกาลเพาะปลูกนางก็จะประพรมน้ำอมฤตลงมาบนพื้นโลกและนี่ก็นำมาซึ่งความเจริญรุ่งเรืองแก่ชาวไร่ชาวนา และเพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูต่อนางจันทรเทพธิดา ชาวนาจึงทำขนมโก๋จากแป้งข้าวเจ้าเพื่อสักการะนางในคืนวันเพ็ญเดือน 8

     สำหรับในประเทศไทย ศิลปะการทำไหว้พระจันทร์ถูกนำเข้ามาเผยแพร่โดยชาวจีนอพยพมากกว่า 100 ปีมาแล้ว ขนมไหว้พระจันทร์ของจีนแต่เดิมนั้นมีส่วนประกอบ เช่น ถั่วแดง ลูกนัทจีน 5 ชนิด และ เมล็ดบัว เป็นต้น ในประเทศไทยก็มีส่วนประกอบที่แตกต่างออกไป เช่น การรวมเอาทุเรียน ลูกเกาลัดและลูกพลับเข้าไว้ด้วย เครื่องปรุงที่เพิ่มเข้ามาก็อาจจะรวมเอาเมล็ดบัว ไข่แดงเค็ม และเมล็ดแตงโมด้วย ซึ่งหลังจากที่ทำพิธีไหว้พระจันทร์เรียบร้อยแล้ว ประเพณีที่ทำสืบต่อกันมาก็คือ คนในครอบครับก็จะนำขนมไหว้พระจันทร์มาแบ่งกันกิน แสดงให้เห็นถึงความสามัคคี  ดังนั้นจึงเรียกได้ว่า ขนมไหว้พระจันทร์เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความกลมเกลียวสามัคคี ก็ว่าได้ 



ที่มา http://th.wikipedia.org/
ภาพประกอบ :www.lifestyleasia.com/th/features/wine-and-dine/ชวนชิมขนมไห้วพระจันทร์-5568 ,  http://www.bloggang.com/mainblog.php?id=morkmek&month=21-09-2010&group=8&gblog=16

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

แอปเปิ้ลต่างสีมีประโยชน์ต่างกัน


        สำหรับแอปเปิ้ลที่เราเห็นตามท้องตลาดนั้น มีทั้งชนิดที่เปลือกสีแดง สีชมพู สีเหลือง และสีเขียว ซึ่งสีที่แตกต่างกันนั้นก็บ่งบอกได้ถึงสายพันธุ์ที่แตกต่างกันไป ถึงแม้เปลือกด้านนอกจะมีสีไม่เหมือนกันแต่เนื้อข้างในนั้นเป็นเนื้อทรายละเอียดสีขาวนวลเหมือนกัน แต่แอปเปิ้ลแต่ละสีก็จะมีประโยชน์ที่แตกต่างกัน ... หลายคนมีความเข้าใจที่ผิดๆ เกี่ยวกับการกินแอปเปิ้ลว่า เราควรจะปอกเปลือกแอปเปิ้ลออกก่อนกิน แต่จริงๆ แล้ววิธีนี้เป็นวิธีที่ผิด เพราะจะทำให้คุณค่าจากสารอาหารที่จะได้รับจากผลไม้ชนิดนี้ลดลง 

          เมื่อรับประทานแอปเปิ้ลโดยไม่ปอกเปลือก 1 ผล เราจะได้รับพลังงานประมาณ 80 กิโลแคลอรี่ มีวิตามินบี 6 เท่ากับ 0.1 มิลลิกรัม และวิตามินซีมากถึง 7.9 มิลลิกรัม นอกจากนั้นยังมีสารเบต้าแคโรทีน และเส้นใยไฟเบอร์ ช่วยในเรื่องของการบำรุงหัวใจ ลดคอเลสเตอรอล (การกินแอปเปิ้ลวันละ 2-3 ผลช่วยลดปริมาณคลอเลสเตอรอลในเส้นเลือดได้ โดยแอปเปิ้ลลดคลอเลสเตอรอลในผู้หญิงได้ดีกว่าผู้ชาย) ลดความดัน ควบคุมปริมาณน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระ และฆ่าเชื้อไวรัส ในทางกลับกันถ้าเราปอกเปลือกปริมาณสารอาหารดังกล่าวในแอปเปิ้ลก็จะลดลงไปด้วย นอกจากนี้สำหรับ คนไหนที่อยากควบคุมน้ำหนัก แอปเปิ้ลถือว่าตัวช่วยที่ดีเลยทีเดียวล่ะค่ะ เพราะแอปเปิ้ล 1 ผล มีส่วนประกอบของแป้งละน้ำตาลถึง 75% ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ในเวลาไม่เกิน 10 นาที ดังนั้นความอยากอาหารจึงลดลง ทั้งทำให้ไม่รู้สึกหงุดหงิดและอ่อนเพลียระหว่างรอเวลาอาหารมื้อใหญ่ แต่แอปเปิ้ลผลสดๆ เท่านั้นที่มีสรรพคุณนี้ การดื่มน้ำแอปเปิ้ลไม่ทำให้หายหิวแต่จะทำให้น้ำหนักเพิ่มด้วย 


 ส่วนในเรื่องความแตกต่างในด้านสารอาหารที่เราจะได้รับจากแอปเปิ้ลสีต่างๆ นั้น ...


แอปเปิ้ลแดง มีจุดเด่นที่ดีต่อสุขภาพคือมีสารแอนตี้ออกซิแดนต์มากที่สุด และยังมีสารอิลาสตินและคอลลาเจนที่ดีต่อสุขภาพผิวด้วย



แอปเปิ้ลสีชมพู มีสารฟิโนลิกมากที่สุดในบรรดาแอปเปิ้ลด้วยกัน ซึ่งสารนี้ช่วยยับยั้งการเกิดฝ้าและชะลอความแก่ นอกจากนั้นยังมีฟลาโวนอยด์ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมวิตามินซี ทำให้ผนังหลอดเลือดฝอยแข็งแรง ลดการอักเสบ ลดไข้ รวมทั้งช่วยป้องกันเลือดออกตามไรฟันได้อีกด้วย




แอปเปิ้ลสีเหลือง มีประโยชน์ต่างจากสีอื่นๆ โดยมีสารเควอร์ซิตินที่ช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเกิดโรคมะเร็ง โรคหลอดเลือดหัวใจ และต้อกระจก



แอปเปิ้ลสีเขียว มีรสเปรี้ยวอมหวาน ช่วยในเรื่องการควบคุมน้ำหนักได้ดี เพราะการกินแอปเปิ้ลสีเขียวนอกจากจะได้รับน้ำตาลน้อยแล้ว ยังมีอิลาสตินและคอลลาเจนที่ช่วยให้ผิวแข็งแรงและยืดหยุ่นได้ดีอีกด้วย


   มีประโยชน์รอบด้านแบบนี้นี่เอง แอปเปิ้ลถึงเป็นผลไม้ยอดนิยมในทุกๆ เทศกาล ... คนไหนที่อยากสุขภาพดี ผิวสวย และรูปร่างสมสัดส่วนล่ะก็ ลองกินแอปเปิ้ลเป็นประจำดูสิคะ

ข้อมูลอ้างอิง : http://www.knowledgebase-script.com/demo/article-462.html ,http://www.weightlossforall.com/benefits-eating-apples.htm , นิตยสารชีวจิต




วันอังคารที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ดอกพิกุล







ชื่อสามัญ               Bullet Wood
ชื่อวิทยาศาสตร์     Mimusops elengi Linn.
ตระกูล                  SAPOTACEAE
ชื่ออื่น                   ไกรทอง

ลักษณะทั่วไป

พิกุลทองเป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ลำต้นมีความสูงประมาณ 8-15 เมตร ผิวเปลือกสีน้ำตาลเข้ม มีรอยแตกบางๆ ตามยาว ลำต้นแตกกิ่งก้านเป็นพุ่มแน่นกว้างเป็นทรงกลม ใบออกเรียงสลับกัน ใบมนรูปไข่ปลายแหลม ลักษณะโคนใบมนสอบ ขอบใบโค้งเป็นคลื่นเล็ก ใบเป็นมันสีเขียว ขนาดใบกว้างประมาณ 3-5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 5-8 เซนติเมตร ออกดอกเป็นกระจุกตามง่ามใบ หรือยอด มีกลีบดอกประมาณ กลีบเรียงซ้อนกัน กลีบดอกเป็นจักรเล็กน้อย ดอกเล็กสีขาวนวลมีกลิ่นหอมมาก ผลรูปไข่หรือกลมรี ผลแก่มีสีแสดเนื้อในเหลืองรสหวาน ภายในมีเมล็ดเดียว ขนาดผลกว้างประมาณ 1-2 เซนติเมตร ยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตร

การเป็นมงคล

คนไทยโบราณเชื่อว่าบ้านใดปลูกต้นพิกุลทองไว้ประจำบ้านจะทำให้มีอายุยืน เพราะโราณเชื่อว่าต้นพิกุลทองเป็นไม้ที่มีความแข็งแรงทนทานและมีอายุยาวนานดังนั้นจึงนิยมใช้เนื้อไม้นำมาใช้ประโยชน์ในงานพิธีมงคลได้เป็นอย่างดี เช่นด้ามหอกที่ใช้เป็นอาวุธ เสาบ้าน พวงมาลัยเรือ และยังมีความเชื่ออีกว่าต้นพิกุลทองเป็นต้นไม้ที่มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ เพราะโบราณเชื่อว่าเป็นไม้ที่มีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่

ตำแหน่งที่ปลูกและผู้ปลูก

เพื่อเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อาศัย ควรปลูกต้นพิกุลทองทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผู้ปลูกควรปลูกในวันจันทร์หรือวันเสาร์ เพราะคนโบราณเชื่อว่าการปลูกไม้เพื่อเอาคุณทั่วไปให้ปลูกในวันเสาร์ ถ้าจะให้เป็นสิริมงคลแก่ตัวเองผู้ปลูกควรเป็นสุภาพสตรี เพราะพิกุลเป็นชื่อที่เหมาะสำหรับสุภาพสตรี

การปลูก ขยายพันธุ์โดยการตอนกิ่ง เพาะเมล็ด หรือปักชำกิ่ง

การดูแลรักษา

แสง ต้องการแสงแดดจัด หรือกลางแจ้ง 
น้ำ  ต้องการปริมาณน้ำน้อย ควรให้น้ำ 7-10 วัน/ครั้ง อายุประมาณ ปี สามารถทนต่อสภาพธรรมชาติได้ดิน                   ชอบ
ดิน ร่วนซุย มีความชื้นน้อยถึงปานกลางปุ๋ยใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก อัตรา 2-3 กิโลกรัม/ต้น ควรใส่ปีละ                   4-6 ครั้ง
การขยายพันธุ์  การตอน การเพาะเมล็ด วิธีที่นิยมและได้ผลดี คือ การเพาะเมล็ด
โรค ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องโรค เพราะเป็นไม้ที่ทนทานต่อสภาพธรรมชาติพอสมควร
ศัตรู หนอนเจาะลำต้น (Stem boring caterpillars)
อาการ ลำต้นหรือกิ่งเป็นรู เป็นรอย ต่อมาใบแห้งเหี่ยว
การป้องกัน รักษาความสะอาดบริเวณแปลงปลูก หรือกำจัดแมลงพาหะใช้ยาเช่นเดียวกับการกำจัด
การกำจัด ใช้ยาไดเมทโธเอท หรือ เมโธมิล อัตราและคำแนะนำระบุไว้ตามฉลาก

ประโยชน์ทางยา
ส่วนที่ใช้เป็นยา

ใบ ดอก เมล็ด เปลือกต้น กระพี้ แก่น ราก

ช่วงเวลาเก็บ
ดอกออกตลอดปี ดอกพิกุลส่วนใหญ่เก็บเฉพาะกลีบดอกที่ร่วงหล่นตามโคนต้น ล้างทำความสะอาดแล้วตากแห้ง ใช้เป็นยาหรือเครื่องหอมได้รสและสรรพคุณในตำรายาไทย
    1. ใบ รสเบื่อฝาด ฆ่าเชื้อกามโรค แก้หืด
    2. ดอก รสหอมสุขุม แก้ลมบำรุงโลหิต
    3. เมล็ด รสเฝื่อน ขับปัสสาวะ
    4. เปลือกต้น รสฝาด ฆ่าแมงกินฟัน (ฟันผุ) แก้เหงือกอักเสบ
    5. กระพี้ รสเมาเบื่อ แก้เกลื้อน
    6. แก่น รสขมเฝื่อน บำรุงโลหิต แก้ไข้
    7. ราก รสขมเฝื่อน บำรุงโลหิต แก้เสมหะ แก้ลม

    ขนาดและวิธีใช้
                  1. แก้ปวดฟัน ฟันโยกคลอน ใช้เปลือกต้นต้มกับเกลือแล้วนำมาอม
        2. แก้ไข้ ปวดหัว เจ็บคอ ใช้ดอกแห้งป่นทำยานัตถุ์

สารสำคัญ
ในดอกมีน้ำมันหอมระเหย saponin และ alkaloid

การทดลองทางคลีนิค
น้ำสกัดดอกพิกุลแห้งมีฤทธิ์ทางขับปัสสาวะในสุนัขที่สลบ และทำให้ความดันโลหิตลดลง การเต้นของหัวใจลดลง แม้ว่าจะนำน้ำสกัดดอกพิกุลที่เอาเกลือโพแทสเซียมออกไปทดลองขับปัสสาวะในสุนัข หนูขาวปกติ และหนูขาวที่ตัดต่อมหมวกไตออก ก็ยังมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ และฤทธิ์ของน้ำคั้นดอกพิกุลไม่แตกต่างจากspironolactone เมื่อทดลองในหนูที่ตัดต่อมหมวกไตออก

ประโยชน์อื่น
เนื่องจากพิกุลเป็นไม้ขนาดใหญ่ บางประเทศใช้เนื้อไม้ในการก่อสร้าง เช่น ขุดเรือทำสะพาน ทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องดนตรี เป็นต้น ลำต้นมักมีเชื้อราทำให้เป็นโรคเนื้อไม้ผุ และมักโค่นล้มง่าย เมื่อมีพายุ ในต้นที่มีอายุมากบางต้นพบว่าเนื้อไม้มีกลิ่นหอม เรียกว่า ขอนดอก” เชื่อกันว่าเกิดจากเชื้อราบางตัว ขอนดอกก็นำมาเป็นส่วนประกอบของยาหอมได้เช่นเดียวกับดอกพิกุล